หนอนตายหยาก มีสรรพคุณเเละประโยชน์อย่างน่าอัศจรรย์

เริ่มโดย Posthizzt555, มี.ค. 16, 2019, 12:19 AM

« หน้าที่แล้ว - ต่อไป »

Posthizzt555

 
หนอนตายหยาก
ชื่อสมุนไพร หนอนตายหยาก
ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อท้องถิ่น
Stemonaaphylla Craib เครือปรุง (ลำปาง)
Stemonaburkillii Prain ปหาดง่าม โป่งมดง่าม (เชียงใหม่)
Stemonacollinsae Craib หนอนตายหยาก (ภาคกึ่งกลาง) ปงช้าง (ภาคเหนือ) กระเพียดช้าง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
Stemonacurtisii Hook. f. รากลิง (พัทลุง) หนอนตายหยาก
Stemonagriffithiana Kurz - (พบที่จังหวัดแพร่)
Stemonakerrii Craib - (พบที่จังหวัดเชียงใหม่)
Stemonaphyllantha Gangep. - (พบที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดภูเก็ต)
Stemonatuberosa Lour. หนอนตายหยาก (แม่ฮ่องสอน นครสวรรค์) กะเพียด (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์,จังหวัดชลบุรี)
Stemona cochichinensis - ป้อมดง่าม , ปังสามสิบ (ภาคเหนือ) กระเพียดหนู , สลอดเชียงคำ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
ชื่อสามัญ Stemona sp.
สกุล Stemonaceae
 
ชื่อวิทยาศาสตร์ / ชื่อท้องถิ่น มีกล่าวว่า หนอนตายหยอกเย้าที่เป็น พืชสกุล Stemona มีอยู่ราวๆ ประมาณ 30 ประเภท ซึ่งศูนย์ความมากมายหลากหลายทางพันธุกรรมพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดหมวดหมู่จำพวกของหนอนตายหยากโดยใช้สัญลักษณ์โมเลกุลตรวจสอบลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ร่วมกับการจำแนกด้วยอันดับวิธาน โดยพิจารณาจากใบและก็ดอก สามารถจำแนกแยกแยะได้ 9 ชนิด คือ
ยิ่งกว่านั้นบางตำรายังมีหนอนตายหยาก ชื่อ Clitorea hanceana Hemsl สกุล Leguminosae (Fabaceae) - Papilionoideae จึงอาจก่อให้กำเนิดความสับสนในการศึกษาวิจัยข้อมูล ดังนั้นจึงมีความสำคัญที่จะจำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าวิจัยตรวจทานและบอกชื่อวิทยาศาสตร์ให้แจ่มกระจ่างถัดไป เพราะเหตุว่าแต่ละสกุลและประเภทประเภทอาจมีสารออกฤทธิ์ที่มีสมบัติและจำนวนต่างกัน
บ้านเกิดเมืองนอนหนอนตายหยาก
หนอนตายหยากพบในบริเวณทวีปเอเชียตะวันออกและเอเซียอาคเนย์ และก็ทางด้านเหนือของประเทศออสเตรเลีย ยิ่งกว่านั้นยังพบกระจัดกระจายอยู่ตามประเทศต่างๆเป็นต้นว่า ประเทศญี่ปุ่น จีน ฮอลแลนด์ ประเทศฟิลิปปินส์ ฯ สำหรับประเทศไทยเจอพืชสกุลนี้ในภาคต่างๆของประเทศ โดยพบได้ทั่วไปบริเวณป่าดิบชื้น ป่าผลักใบ แล้วก็ป่าไผ่
ลักษณะทั่วไป
มีหลายสายพันธุ์ ซึ่งจะมีรายละเอียดไม่เหมือนกันบางส่วน แม้กระนั้นลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่มีเช่นเดียวกันเป็น มีลักษณะเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี มีเหล้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นเหนือดินตั้งตรงหรือเลื้อย ใบเลี้ยงลำพัง เรียบสลับหรืออยู่ตรงกันข้ามกันเป็นคู่หรือเป็นวงรอบข้อ เส้นใบหลายเส้น ออกมาจากโคนใบขนานกันไปตามความยาวของแผ่นใบ ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวหรืออกเป็นช่อสั้นๆตามซอกใบ มีกลีบ 4 กลีบ เรียงกัน 2 วง เกสรตัวผู้ 4 อัน ก้านเกสรตัวผู้สั้นมากมาย เกสรตัวเมีย 1 อัน รังไข่อยู่เหนือชั้นต่างๆของดอก ผลเป็นแบบผลแห้งแก่แล้วแตก
ส่วนการแยกชนิดของสายพันธุ์ที่สามารถแยกได้ด้วยลักษณะทางกายภาพซึ่งสามารถแลเห็นได้ เป็น ต้องมองที่ราก ใบและดอกเป็นหลัก (ซึ่งจำต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียนค้นคว้ารวมทั้งจำต้องอาศัยการแยกลายพิมพ์ดีเอ็นเอ และก็อนุกรมระเบียบเป็นหลัก)
กรเพาะพันธุ์
เป็นพืชที่พบบ่อยป่าและในปัจจุบันยังไม่นิยมนำมาเพาะปลูกในเชิงพาณิชมากเท่าไรนักสำหรับในการประยุกต์ใช้ผลดีต่างๆก็เป็นการขุดมาจากป่าเสียเป็นส่วนมาก มีแถลงการณ์ว่ามีการทดลองปลูกพบว่า การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด จะมีอัตราการรอคอยดสูงที่สุด
องค์ประกอบทางเคมี
มีหลายสายพันธุ์ซึ่งแต่ละสายพันธุ์อาจมีสารออกฤทธิ์ที่ต่างกัน แม้กระนั้นได้มีการทำการศึกษาบางฉบับระบุว่า สายพันธุ์ S.collinsae Craib รากเจอแอลค้างลอยด์ stemonine, tuberostemonine, stemonidine, isostemonidine สารอื่นที่เจอ ดังเช่นว่า rotenoid compound, stemonacetal, stemonal, stemonone ส่วนสายพันธุ์ S.tuberrosa Lour พบว่ามีกลุ่มสารอัลคาลอยด์ คือ stemonidine , tuberstemonine , isotuberstemonine , hypotuberstemonine และ oxatuberstemonine.
ประโยชน์/คุณประโยชน์
[url=https://www.disthai.com/17049469/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81]หนอนตายหยาก[/url][/i]ได้ถูกนำมาใช้คุณประโยชน์ตามภูมิปัญญาพื้นเมือง มาตั้งแต่อดีตกาลโดยใช้ฆ่าตัวเห็บเหาในสัตว์ประเภทวัวและควาย บางจำพวกใช้ฆ่าหนอน หรือใส่ไว้ด้านในไหปลาร้าเพื่อกันหนอนแมลงวันรวมทั้งแมลงศัตรูพืช สำหรับในการเกษตรอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเป็นทางเลือดของแนวทางการควบคุมศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เพื่อได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง
นอกเหนือจากนั้น ยังมีการนำรากบางสารพันธุ์มาใช้เป็นยาใช้ภายนอกงการแพทย์แผนโบราณ โดยมีรายงานว่า ในประเทศจีนนำหนายตายหยากสารพัดธ์ S.tuberosa Lour. มาใช้ด้วยกันสมุนไพรชนิดอื่น เป็นยาแก้ไอแล้วก็ขับเสมหะ ยาขับลม ยาถ่ายพยาธิ รักษาวัณโรค โดยในหนังสือเรียนแพทย์แผนจีนระบุว่า เหง้ามีรสขมเปียกแฉะ เป็นยาร้อนนิดหน่อย เป็นพิษน้อย ออกฤทธิ์ต่อปอดรวมทั้งม้าม ใช้เป็นยาแก้ไอเย็น ไอเรื้อรัง หลอดลมอักเสบ อาการไออันเนื่องมาจากเป็นวัณโรค
ในประเทศลาวนำ S. collinsae Craib มาใช้สำหรับในการกำจัดปาราสิตด้านนอกร่างกาย เช่น หมัดแล้วก็เหา ส่วนเมืองไทยใช้พืชนี้ในการกำจัดแมลง ใช้เป็นยาทาภายนอกสำหรับแผลที่เกิดขึ้นมาจากหนอนหรือตัวอ่อนของแมลงบางประเภท และก็เป็นยาต้มเพื่อกินแก้โรคผื่นคัน เหมือนกับหนังสือเรียนไทยที่ระบุว่า ราก รสเมาเบื่อ ปรุงยารับประทาน แก้โรคผิวหนังผื่นคันน้ำเหลืองเสีย รมหัวริดสีดวงให้ฝ่อแห้งไป พอกทาแก้โรคผิวหนัง ฆ่าหิดเหา ทำลายเชื้อพยาธิภายใน มะเร็งตับ ตำผสมน้ำฆ่าแมลง ตีละเอียดแช่น้ำขัดล้างผม ฆ่าเหา พอกแผลต่างๆฆ่าหนอน และใช้ทำลายหิดได้ นำรากมาโขลกบีบเอาน้ำหยอดแผลวัวควายซึ่งมีหนอนไช หนอนจะตายหมด
ตำราเรียนยาสมุนไพรประจำถิ่นใช้ ราก ต้มน้ำ ถ่ายพยาธิตัวจี๊ด นำรากผสมกับต้นหญ้าหวายทุ่งนาแล้วก็ชะอม ต้มน้ำดื่ม ถ่ายพยาธิตัวจี๊ด หรือ คั้นน้ำพอก แก้หิดเหา รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้
ในการจะใช้รากมารับประทานเป็นยาสมุนไพรนั้น จะใช้ได้เป็นบางสายพันธุ์แค่นั้น รวมทั้งต้องมีวิธีทำลายพิษ โดยนำรากมาล้างให้สะอาดแลวนำมาลวกหรือนึ่งจนถึงไม่เห็นแกนสีขาวที่รากและจากนั้นจึงนำไปตากแห้ง รวมทั้งหั่นให้มีขนาดเล็กก่อนนำไปปรุงเป็นตำรายาหรือบางหนังสือเรียนก็เอามาเชื่อมกับน้ำผึ้งก่อนนำไปใช้ เพราะรากสดของมีพิษ ถ้าหากไม่ผ่านแนวทางการทำลายพิษก่อนอาจจะก่อให้ได้รับอันตรายถึงตายได้ โดยสายพันธุ์ที่นิยมประยุกต์ใช้ทำเป็นยาสมุนไพร อาทิเช่น S.tuberosa Lour. , S. collinsae Craib , S.sessilfolia (Miq) , S. japonica (BJ) Miq. ฯลฯ ส่วนแบบอย่างวิธีการใช้มีหลายแนวทาง ดังนี้
ใช้รักษาเหา ด้วยการใช้รากสดประมาณ 3-4 ราก ที่ล้างน้ำสะอาดแล้ว เอามาตำผสมกับน้ำใช้ทาเส้นผมทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงค่อยสระออกให้สะอาด โดยให้ทำต่อเนื่องกันโดยประมาณ 2-3 วัน
ใช้เป็นยาพาราฟัน ให้ใช้รากสด 1 ราก ที่ล้างสะอาดแล้ว นำมาหั่นตำอย่างถี่ถ้วน เพิ่มเกลือ 1/2 ช้อนชา ใช้อมประมาณ 10-15 นาที แล้วบ้วนทิ้ง ทำอย่างนี้ต่อเนื่องกันประมาณ 2-4 ครั้ง
ใช้ฆ่าพยาธิตัวแบน ทั้งพยาธิเส้นด้าย พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิปากขอ พยาธิตัวจี๊ด ด้วยการใช้รากแห้งที่ผ่านการเตรียมยามาแล้ว 2 ราก นำมาต้มกับน้ำดื่มต่อเนื่องกันราว 15-20 วัน (ราก) ส่วนวิธีใช้ถ่ายพยาธิปากขอ ให้ใช้รากหรือเหง้า 100 กรัม แบ่งต้ม 4 ครั้ง จากนั้นนำมาสกัดจนเหลือ 30 ซีซี ใช้กินทีละ 15 ซีซี โดยให้รับประทานชิดกัน 2 วัน
ใช้รากมาต้มกับยาฉุนรมริดสีดวงทวารหนักจะมีผลให้หัวแห้งฝ่อ ใช้รักษาโรคผิวหนัง โยนำรากที่ผ่านการเตรียมยาแล้ว 50-100 กรัม ไปต้มแล้วใช้อาบนอกเหนือจากนั้นยังถูกเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบของตัวยาอีกหลายตำรับเช่น ยาตัดรากอุปะทม , ยาแก้ดีลมแลกำทายใจ เจือกันทั้งยังสาม , ยาแก้ดีกำเดา ฯลฯ
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
รายงานการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ของสารสกัดหนอนตายหยากต่อสัตว์ทดลอง แถลงการณ์ว่า ยาชงสกัดด้วยอีเทอร์ จะได้จำนวนอัลคาลอยด์สูง มีฤทธิ์ฆ่าพยาธิไส้เดือนได้มากกว่ายาชงสกัดด้วยแอลกอฮอล์ และก็สารสกัดหนอยตายหยากที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ที่อยู่ในรูปของยาครีม จะมีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการกำจัดเหาได้ดีมากยิ่งกว่าในรูปของยาน้ำ และก็ฤทธิ์ตกค้างเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น และมีรายงานศึกษาผลของ 6-deoxyclitoriacetal ซึ่งเป็นสาร retonoids ที่สกัดได้จากรากต่อการยุบตัวของกล้ามเนื้อเรียบจากอวัยวะต่างๆที่แยกจากกายของหนูทดลองพบว่า 6-deoxyclitoriacetal 0.2 มิลลิกรัม/มล. สามารถลดการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบของมดลูกหนูขาวทั้งๆที่เกิดขึ้นเองหรือเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการกระตุ้นด้วย serotonin รวมทั้ง norepinephrine แบบความเข้มข้นสะสม และก็ยังสามารถลดการยุบตัวของกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดแดงใหญ่ของหนูขาวจากการกระตุ้นด้วยสารละลายแคลเซียมคลอไรด์แบบความเข้มข้นสะสม ยิ่งกว่านั้นยังสามารถส่งผลต่อการหกตัวของกล้ามเนื้อเรียบลำไส้เล็กส่วน ileum ของหนูตะเภา เมื่อมีการกระตุ้นด้วย acetylcholine จากผลของการทดลองทั้งปวงแสดงให้เห็นว่า 6-deoxyclitoriacetal มีฤทธิ์ยั้งการยุบตัวของกล้ามเนื้อเรียบจากอวัยวะต่างๆและก็กลไกของการยับยั้งการยุบตัวนี้เป็นแบบไม่เฉพาะเจาะจง
นอกเหนือจากนั้นยังมีรายงานการศึกษาวิจัยอื่นๆอีกดังเช่น สมุนไพรสามารถยั้งการไอของสัตว์ทดลองได้ และก็มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลางของระบบหายใจ ทำให้การหายใจสำเร็จช้าลง

การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษฉับพลันของ สารพันธุ์ S.curtisii Hook. F.HC ในหนูถีบจักร โดยการป้อนสารสกัดจากรากขนาด 0.25-80 ก./กิโลกรัม น้ำหนักตัว ตรงเวลา 14 วัน และขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม น้ำหนักตัว ตรงเวลา 30 วัน สำหรับทดสอบความเป็นพิษกึ่งเฉียบพลันของ ไม่พบความเป็นพิษของสารสกัด
ข้อเสนอ/ข้อพึงระวัง
รากหนอนตายหยากมีพิษ หากกินเข้าไปโดยไม่ผ่านวิธีการทำลายพิษก่อน จะก่อให้มึนเมา รวมทั้งบางทีอาจถึงตายได้
การจะนำมาใช้จำต้องปรึกษาผู้ที่มีความชำนาญก่อนเสมอ เพราะ มีหลายสายพันธุ์ ซึ่งมีบางสายพันธุ์เท่านั้นที่มีสรรพคุณทางยา
ไม่สมควรใช้เป็นยาสมุนไพรในจำนวนที่มากรวมทั้งใช้เป็นระยะเวลานานกระทั่งเกินไป เพราะเหตุว่าอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้
ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวรวมทั้งสตรีตั้งท้องไม่ควรใช้หนอดตายหยาก เพราะเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้โรคที่เป็นอยู่กำเริบหรือมีผลต่อครรภ์ได้
เอกสารอ้างอิง
มณฑา วงศ์มณีโรจน์.การเพิ่มประสิทธิภาคการชักนำราก (Stemona collinsae Craib) ในสภาพปลอดเชื้อและการนำต้นออกปลูกวารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.ปีที่6 ฉบับที่ 1.มกราคม-เมษายน 2551.หน้า 65-71
ฌุฉัตรา วีระฉัตร.2528.ผลของสารสกัด (Stemona collinsae Craib) ต่อสัตว์น้ำบางชนิด.วิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาสิ่งแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 41 หน้า.
กองวิจัยทางแพทย์.2527. สมุนไพรพื้นบ้านตอนที่1.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.กรุงเทพฯ131 หน้า
Burkill I.H. 1935. Dictionary of the Economic Products of the Malay Peninsula. 2 vols., Oxford University Press, London. 2402 p.
ประคอง พันธุ์อุไร.อุษาวดี ธำรง ผลชีวัน บุญล้วน พันธุมจินดา ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา และสุวรรณา จารุนุช 2523.สารสกัดจากรากเพื่อใช้ฆ่าเหา.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์,กรุงเทพฯ.16หน้า.
ผศ.ดร.ดริยาภรณ์  พงษ์รัตน์และคณะ .การศึกษาการผลิต และการขยายพันธุ์.รายงานการวิจัยคณะเกษตรศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
การะเกด สายบรรดาศักดิ์ 2540 ฤทธิ์ของ 6- deoxyclitoriacetal จากรากต่อกล้ามเนื้อเรียบ.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาเภสัชวิทยา บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.119 หน้า.
นันทวัน บุณยะประภัสร.อรนุช โชคชัยเจริญพร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน (5) มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ พ.ศ.2543.หน้า 118-22.
บุณย์ธนิสร์ โอทกานนท์.2494.การศึกษาทางเภสัชวิทยาของ.ในรายงานการวิจัยเพื่อปริญญาเภสัชศาสตร์บัณฑิต.คณะเภสัชศาสตร์,มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์.8 หน้า.
หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  "".  หน้า 608.
วีเชียร กีรตินิจกาล..ศูนย์ความหลากหลายทางพันธุกรรมพืช.เอกสารประกอบการจัดนิทรรศการงานเกษตร ประจำปี 2548.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จตุจักร กรุงเทพฯ.
บุญชู ธรรมทัศนานนท์.ว่านรักษาโรค.คอลัมน์การรักษาพื้นบ้าน.นิตยสารหมดชาวบ้าน เล่มที่20.ธันวาคม2523.
.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)
รากของ.กระดานถาม-ตอบ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Tags : ประโยชน์หนอนตายหยาก, สรรพคุณหนอนตายหยาก